Tel.091-889-9828
6 ประเภทของปั๊มลม และ วิธีเลือกปั๊มลม ใช้งานให้เหมาะสม

6 ประเภทของปั๊มลม และ วิธีเลือกปั๊มลม ใช้งานให้เหมาะสม

หลังจากเมื่อคราวก่อนทาง AirpowerSystem ได้พูดถึงรายละเอียดของ ปั๊มลมคืออะไร ข้อควรรู้ก่อนเริ่มใช้งานจริง ในวันนี้เราได้รวบรวมรายละเอียดพื้นฐานของ ปั๊มลมประเภทต่างๆ เพื่อจะสามารถเลือก ปั้มลม ไปใช้งานได้อย่างเหมาะสมและให้มีประสิทธิภาพที่มีคุณภาพ ลองไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

ประเภทของปั๊มลม สาามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. Piston Air Compressor ปั๊มลมประเภทลูกสูบ

2. Screw Air Compressor ปั๊มลมประเภทสกรู

3. Sliding Vane Rotary Air Compressor ปั๊มลมประเภทใบพัดเลื่อน

4. Roots Air Compressor ปั๊มลมประเภทใบพัดหมุน

5. Diaphragm Air Compressor ปั๊มลมประเภทไดอะเฟรม

6. Redial and axial flow Air Compressor ปั๊มลมประเภทกังหัน

แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เครื่องปั๊มลม ที่นิยมใช้มากที่สุดและพบเห็นได้ทั่วไปจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ ปั๊มลมประเภทสกรู และ ปั๊มลมประเภทลูกสูบ ซึ่งจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป โดย ปั๊มลมแบบสกรู จะเน้นไปเป็นการใช้งานแบบ ปั๊มอุตสาหกรรม ส่วนปั๊มลมลูกสูบ จะเป็นการใช้งานแบบร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ซ่อมจักรยานยนต์ทั่วไป

ปั๊มลมประเภทลูกสูบ

1. PISTON COMPRESSOR ปั๊มลมประเภทลูกสูบ

ถือเป็น เครื่องปั๊มลม ที่มีคนนิยมใช้งานมากที่สุด เนื่องจากมีความสามารถในการอัดลมค่อนข้างสูง นั่นก็คือ สามารถที่จะสร้างความดันแรงลม ได้ตั้งแต่ 1 บาร์ ไปจนถึงในระดับ 1,000 บาร์ ส่งผลให้ปั๊มลมประเภทลูกสูบนั้นสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ความดันต่ำ ความดันระดับปานกลาง ไปจนถึงในระดับความดันสูง มีการใช้งานแบบสายพาน ซึ่งจะส่งเสียงเงียบกว่าแบบ โรตารี่ที่จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในภายในตัว แต่ละรูปแบบก็จะมีข้อดีต่างกันไป
การทำงานของปั๊มลมประเภทลูกสูบ

การทำงานของ ปั๊มลมประเภทลูกสูบ โดยลูกสูบจะการเคลื่อนตัวในลักษณะของแนวดิ่ง ซึ่งก่อให้เกิดการดูดและแรงอัดภายในกระบอกสูบ โดยที่ในช่วงการดูดอากาศนั้น ตัวลิ้นช่องดูดจะทำหน้าที่เปิดออกเพื่อที่จะสามารถดึงอากาศเข้าไปภายในตัวกระบอกสูบได้ โดยลิ้นทางด้านอัดอากาศจะมีลักษณะปิดสนิท หลังจากนั้นก็จะถึงช่วงการอัดลมและอากาศ โดยลูกสูบทำหน้าที่ดันอากาศให้ออกทางลม โดยจะทำให้ลิ้นทางลมเปิดอ้าออกส่วนลิ้นดูดอากาศหรือลมก็จะทำการปิดตัวลง เมื่อตัวลูกสูบได้ขยับขึ้นลงซึ่งก็จะเกิดการดูดและอัดอากาศขึ้น สำหรับการเลือกปั๊มลมประเภทลูกสูบนั้น ในส่วนของตัวมอเตอร์ไฟฟ้าปั๊มลม ให้สังเกตที่ตัวสเตเตอร์มอเตอร์ว่าไม่ควรมีขนาดที่เล็กจนเกินไป เพื่อที่จะได้ประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดี ส่วนตัวท่อส่งลมที่จะทำหน้าที่เข้าสู่ถังเก็บลมนั้น ควรเลือกที่จะมีครีมระบายความร้อน เพื่อที่จะช่วยดูแลตัวเครื่องลมให้ดีมากยิ่งขึ้น

2.  SCREW COMPRESSOR ปั๊มลมประเภทสกรู

เราจะพบเห็น ปั๊มลมแบบสกรู ได้ภายในโรงงาน ซึ่งนิยมใช้กันมาในปัจจุบัน ตัวเครื่องของปั๊มลมแบบสกรูนั้นจะมีตัวเครื่องที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพในการใช้งานสูงสำหรับเพื่อการผลิตโรเตอร์ โดยตัวเครื่องแบบสกรูจะไม่มีลิ้นสำหรับการเปิดปิด แต่จะต้องการใช้ระบบระบายความร้อน ที่ดีเพื่อที่จะได้ออกจากปั๊ม โดยเครื่องปั๊มลมแบบสกรูนั้นจะมีทั้งการระบายความร้อนด้วยอากาศ การใช้น้ำในระบายความร้อน โดยทั่วไปแล้วปั๊มลมขนาดใหญ่จะมีประสิทธิภาพในการจ่ายลมได้ถึง 150-170 ลูกบาสก์เมตรต่อนาที อีกทั้งยังสามารถสร้างที่จะสร้างความดันลมได้ถึง 10-13 บาร์
การทำงาน ปั๊มลมประเภทสกรู

ภายในตัวปั๊มลมที่ทำหน้าที่อัดอากาศ จะมีตัวโรเตอร์เกลียวสกรูที่ใช้คู่กัน โดยที่สกรูทั้งสองจะทำหน้าที่ขบกัน เราจะเรียกว่า เพลาตัวผู้ และเพลาตัวเมีย โดยที่ทั้งสองตัวนี้จะเป็นสกรูที่มีทิศทางในการหมุนเข้าหากัน โดยจะทำให้อากาศจากภายนอกถูกดูและทำการอัดส่งไปรอบตัวกระบอกปั๊ม จากนั้นก็ทำหน้าที่ส่งผ่านไปทางออก เข้าสู่ตังถังเก็บลม โดยที่ตัวเพลาตัวผู้และตัวเมียนั้นจะหมุนด้วยความเร็วที่มีระดับเกือบเท่านั้น ซึ่งเพลาตัวผู้จะมีการหมุนเร็วกว่าเพลาตัวเมียเล็กน้อย การทำงานของปั๊มประเภทสกรูจะมีความราบเรียบกว่าประเภทลูกสูบ

ปั๊มลมประเภทไดอะเฟรม

3. DIAPHARGM COMPRESSOR ปั๊มลมประเภทไดอะเฟรม

เป็นปั๊มลมประเภทที่ใช้ตัวไดอะเฟรมทำให้การทำงานของตัวลูกสูบและตัวหัวดูดอากาศแยกออกจากกัน ส่งผลให้ลมที่ถูกเข้าใน ปั๊มลม จะไม่ได้มีการสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะโดยตรง และแรงลมที่ได้ก็จะไม่มีการผสมน้ำมันหล่อลื่นโดยจะไม่สามารถสร้างแรงดันได้สูง ซึ่งข้อดีของแรงดันลมที่ได้จากปั๊มลมประเภทนี้จะมีความปลอดภัยอยู่ในระดับที่สูงมาก และมักถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมทางเคมี รวมไปถึงนิยมในการนำไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เพราะมีเสียงที่เงียบกว่าปั๊มลมประเภทอื่นๆ

4. SLIDING VANE ROTARY COMPRESSOR ปั้มลมประเภทใบพัดเลื่อน

ปั้มลมประเภทพัดใบเลื่อนจะมีข้อดีตรงที่เสียงจะไม่ดังและการทำงานของระบบหมุนจะเรียบ มีความสม่ำเสมอ สามารถที่จะอัดอากาศได้อย่างคงที่ ไม่มีตัววาล์วที่ใช้ในการทำเปิดปิด ทำให้มีไวต่อความร้อน เพราะฉะนั้นหากต้องการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีจะต้องผลิตด้วยความประณีต พิถีพิถันเป็นพิเศษ อีกทั้งตัวปั๊มลมประเภทใบพัดเลื่อนยังสามารถที่จะกระจายแรงลม ได้ตั้งแต่ 4 ไปจนถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ส่วนความดันทำได้ที่ 4 ไปจนถึง 10 บาร์ ตัวเครื่องของปั๊มลมประเภทใบพัดเลื่อนจะมีใบพัดติดอยู่กับชุดขับเคลื่อนการหมุนเรียกว่าโรเตอร์ โดยจะวางให้เยื้องศูนย์ภายในของเรือนสูบ เมื่อมีการหมุนของโรเตอร์ใบพัดก็จะอัดอากาศจากพื้นที่กว้างไปสู่ที่แคบกว่า ดูดอากาศเข้า ด้วยการหมุนที่คงที่และอัดอากาศออกทางช่องที่ลมออก

ปั้มลมประเภทใบพัดหมุน

5. ROOTS COMPRESSOR ปั้มลมประเภทใบพัดหมุน

ปั๊มลมประเภทใบพัดหมุนนั้น โดยเครื่องปั๊มลมชนิดนี้จะมีตัวใบพัดหมุน 2 ตัว เมื่อโรเตอร์ 2 ตัวทำการหมุน อากาศจะถูกดูดจากฝากหนึ่งไปยังอีกฝากหนึ่ง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาตร ทำให้อากาศไม่ถูกบีบหรืออัดตัว แต่อากาศจะถูกอัดตัวก็ต่อเมื่ออากาศได้ถูกส่งเข้าไปยังถังเก็บลม ปั้มลมแบบนี้ต้นทุนการผลิตจะแพง ไม่มีลิ้น ไม่ต้องการหล่อลื่นขณะทำงาน แต่ต้องมีการระบายความร้อนที่ดี

6. RADIAL AND AXIAL FLOW COMPRESSOR ปั๊มลมประเภทกังหัน

ปั้มลมประเภทกังหัน จะเป็นแบบมีอัตราการจ่ายลมที่มาก มีลักษณะเป็นใบพัดกังหันดูดเข้ามาจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งด้วยการหมุนความเร็วสูง ทำให้ส่งผลต่อแรงดันลมและการพัดของกระแสความดันอากาศ สามารถกระจายลม 180 ไปจนถึง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที

อย่างไรก็ตาม การศึกษารายละเอียดของการใช้งานของ ปั้มลมประเภทต่างๆ นั้นจะส่งผลให้คุณสามารถที่จะเลือกใช้งาน ปั้มลม ได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : airpowersystem.co.th


Related Posts

Leave a Reply